วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557


บทที่ 5 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์







การสื่อสารข้อมูลและโทรคมนาคม 
  เป็นกระบวนการส่งผ่านและรับสารสนเทศระยะไกลในรูปแบบของสัญญาณ แล้วแพร่กระจายผ่านช่องทางการสื่อสารต่างๆ 
  อุปกรณ์ประมวลผลข้อมูล (Processor / Central Processing Unit:CPU) 

      การสื่อสารในชีวิตประจำวัน
  -การสนทนาระหว่างบุคคล 
  - การสนทนาทางโทรศัพท์ 
  - การฟังดนตรี 
  - การอ่านหนังสือ 
  - การโฆษณา 

          การสื่อสารข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์
  หมายถึง การโอนถ่ายข้อมูลระหว่างผู้ส่งกับผู้รับ โดยผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือคอมพิวเตอร์ 

          ชนิดของสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ 
  ข้อมูลที่ใช้ในการสื่อสารต้องเป็นข้อมูลที่อยู่ในรูปสัญญาณทางไฟฟ้าสามารถแบ่งได้ 2 ลักษณะ 

  1. สัญญาณอนาลอก(Analog Signal) 
  เป็นสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความต่อเนื่องของสัญญาณ เช่น สัญญาณเสียงในโทรศัพท์ 
  2. สัญญาณแบบดิจิทัล(Digitals signal) 
  ลักษณะสัญญาณถูกแบ่งเป็นช่วงๆ อย่างไม่ต่อเนื่อง โดยแบ่งออกเป็นสองระดับ คือ 
  - สถานะของบิต 
  - สถานะของบิต 

          ทิศทางในการสื่อสารข้อมูล 
  1.แบบทิศทางเดียว 
  2.แบบกึ่งสองทิศทาง 
  3.แบบสองทิศทาง 

          1 .สื่อกลางของการสื่อสาร
  สื่อกลาง (Media) ทำหน้าที่ส่งผ่านข้อมูลข่าวสารจากผู้ส่งไปยังผู้รับ 
  สื่อกลางที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูล 

          1.1 สื่อกลางที่กำหนดเส้นทางได้ (Guided Media)หรือ ระบบใช้สาย (Wired System) 
  สายเกลียวคู่ (Twisted Pair) 

    ข้อดีของสายเกลียวคู่ 
  - ราคาถูก 
  -มีความยืดหยุ่นในการใช้งาน 
  -ข้อเสียของสายเกลียวคู่ 
  -ระยะทางจำกัด 
  -ถูกรบกวนจากสัญญาณภายนอกได้ง่าย 

          1.2 สายโคแอกเชียล (Coaxial Cable) 

    ข้อดีของสายโคแอกเซียล 
  - ส่งข้อมูลได้ทั้งสัญญาณอนาล็อกและดิจิทัล 
  - ส่งข้อมูลได้ทั้งภาพและเสียง 
  - ข้อเสียของสายโคแอกเซียล 
  - ราคาสูงกว่าสายเกลียวคู่ 
  - มีสัญญาณรบกวนสูง 

          1.3 เส้นใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) 

    ข้อดีของใยแก้วนำแสง 
  - ป้องกันการรบกวนจากสัญญาณไฟฟ้าได้มาก 
  - ส่งข้อมูลได้ระยะไกล 
  - ข้อมูลมีความปลอดภัยสูง 
  - ข้อเสียของใยแก้วนำแสง 
  - ราคาสูง ติดตั้งยาก 
  - เส้นใยแก้วมีความเปราะบาง 


          2. สื่อกลางที่กำหนดเส้นทางไม่ได้ (Unguided Media)หรือระบบไร้สาย (Wireless System)

  1. ระบบคลื่นไมโครเวฟ 
  ข้อดีของระบบไมโครเวฟ 
  เป็นสื่อจัดเก็บข้อมูลหลัก ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจำเป็นต้องมี สื่อชนิดนี้ประกอบด้วย หน่วยความจำ RAM และ ROM 
  - RAM : Random Access Memory จะวางอยู่นอก CPU เก็บข้อมูลและคำสั่งในการประมวลผล เก็บข้อมูลในขณะที่โปรแกรมกำลังทำงานอยู่ 

  2. ดาวเทียม 

  ข้อดีของระบบดาวเทียม 
  - สัญญาณครอบคลุมได้ทั่วโลก 
  - ค่าใช้จ่ายไม่ขึ้นอยู่กับระยะทาง 

  ข้อเสียของระบบดาวเทียม 
  - มีเวลาหน่วงในการส่งสัญญาณ 
  - ลงทุนสูง 

          ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ 

        ประโยชน์ของระบบเครือข่าย 
  1.ใช้อุปกรณ์ร่วมกัน 
  2. ใช้ซอฟต์แวร์ร่วมกัน 
  3. ใช้ข้อมูลร่วมกัน 
  4. การสื่อสารระหว่างบุคคล 
  5. ค่าใช้จ่าย 
  6. การบริหารเครือข่าย 
  7. ระบบรักษาความปลอดภัย 
  8. เสถียรภาพของระบบ 
  9. การสำรองข้อมูล 

          การประมวลผลข้อมูลในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ 
     การประมวลผลข้อมูลในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ สามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภท 
  1. การประมวลผลข้อมูลที่ศูนย์กลาง (centralized processing) 
  2. การประมวลผลข้อมูลแบบไคลเอนต์/เซิร์ฟเวอร์ (client/server processing) 

           ประเภทของเครือข่าย
  1. ระบบเครือข่ายระยะใกล้(LAN – Local Area Network) 
  2. ระบบเครือข่ายระดับเมือง (MAN – Metropolitan Area Network) 
  3. ระบบเครือข่ายระยะไกล (WAN – Wide Area Network) 

          สถาปัตยกรรมของระบบเครือข่าย หรือ โทโปโลยี (Topology)
  ลักษณะทางกายภาพ(ภายนอก) ของเครือข่าย เป็นลักษณะของการเชื่อมโยงสายสื่อสารเข้ากับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ภายในเครือข่าย 

  1. โทโปโลยีแบบดาว (Star Topology) 

       ข้อดีของการเชื่อมต่อแบบดาว
  - ติดตั้งได้และดูแลรักษาได้ง่าย 
  - สามารถทำการตรวจสอบเครื่องที่เสียหายในระบบได้ง่าย 

       ข้อเสียของการเชื่อมต่อแบบดาว
  - เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นศูนย์กลางอาจมีราคาแพง 
  - ถ้าเครื่องที่เป็นศูนย์กลางเสีย ทำให้ทั้งเครือข่าย ไม่สามารถทำงานได้ 

  2. โทโปโลยีแบบบัส (Bus Topology)

       ข้อดีของการเชื่อมต่อแบบ Bus 
  - ติดตั้งระบบได้ง่าย และสะดวก 

       ข้อเสียของการเชื่อมต่อแบบ Bus 
  - ถ้าเกิดจุดที่เสียหาย จะหาได้ยาก 

  3.โทโปโลยีแบบวงแหวน (Ring Topology) 

       ข้อดีของการเชื่อมต่อแบบวงแหวน 
  - สามารถส่งข้อมูลไปยังผู้รับได้หลายๆ เครื่องในเวลาเดียวกัน 
  - เหมาะกับการใช้เส้นใยแก้วนำแสงให้เกิดความเร็ว 

       ข้อเสียของการเชื่อมต่อแบบวงแหวน 
  - ถ้ามีเครื่องเสีย จะทำให้การสื่อสารในเครือข่ายติดขัด 

          องค์ประกอบของระบบเครือข่าย
        อุปกรณ์ที่ใช้ในการต่อระหว่างเครือข่าย
  1.1 เครื่องเทอร์มินอล (Terminal) 
  1.2 โมเด็ม (Modem) 
  1.3 เครื่องทวนสัญญาณ (Repeater) 
  1.4 บริดจ์ ( Bridge ) 
  1.5 อุปกรณ์จัดเส้นทาง ( router ) 
  1.6 เกตเวย์ (Gateway ) 
  1.7 ฮับ ( HUB ) 

          ประเภทเครือข่ายในองค์กร
  - ระบบอินเทอร์เน็ต (Internet) 
  - ระบบอินทราเน็ต (Intranet) 
  - ระบบเอ็กซ์ทราเน็ต (Extran) 





 https://www.youtube.com/watch?v=1q4b2WUUVPk


บทที่ 4 ซอฟแวร์ประยุกต์





ซอฟต์แวร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่
1 ซอฟต์แวร์ระบบ(System Software)
-ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ ในคอมพิวเตอร์ และทำหน้าที่ในการติดต่อฮาร์ดแวร์กับผู้ใช้ และยังเป็นเครื่องมือที่ใช้พัฒนาซอฟต์แวร์อื่นๆ อีกด้วย
2 ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software)
-ซอฟต์แวร์ที่เขียนขึ้นมาเพื่อใช้งานตามความต้องการในด้านต่างๆของผู้ใช้

แบ่งออกเป็น 4 ประเภท

1. การใช้งานด้านธุรกิจ (Business)
2. การใช้งานด้านกราฟิกและมัลติมิเดีย(Graphics/Multimedia)
3. การใช้งานส่วนตัว(Home/Personal/Edocation)
4. การใงนเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสาร(Communication)

ประเภทการใช้งานซอฟต์แวร์ประยุกต์
1. ซอฟต์แวร์ประมวลคำ (Word processing)เป็นซอฟต์แวประยุกต์ใช้สำหรับการพิมพ์เอกสาร สามารถแก้ไข เพิ่ม แทรก ลบ และจัดรูปแบบเอกสารได้อย่างดีเช่น ไมโครซอฟต์เวิร์ด (Microsoft Word) โปรแกรมเอกสารข้อความ และ Kword
2. ซอฟต์แวตารางทำงานหรือตารางอิเล็กทรอนิกส์ ( Spread sheet )เป็นซอฟต์แวที่ช่วยในการคิดคำนวณที่ซับซ้อน ซอฟแวตารางทำงานที่นิยมใช้ เช่น ไมโครซอฟต์เอกเซล
3. ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล (Database Management)เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับเก็บข้อมูล เช่น ไมโครซอฟต์เอกเซล
4. ซอฟต์แวร์นำเสนอ (Presentation Software)เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับนำเสนอข้อมูล การแสดงผลต้องสามรถดึงดูดความสนใจ เช่น เพาเวอร์พอย
5. ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ช่วยออกแบบ (CAD:Computer-Aided Design)เป็นซอฟต์แวที่ใช้เกี่ยวกับงานด้านวิศวกรรม ออกแบบ และสถาปัตยกรรม
6. Desktop Publishing (DTP)เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับการจัดหน้าเอกสารและการพิมพ์
7. ซอฟต์แวร์สำหรับการตกแต่งรูปภาพ (Image Edition software)เป็นซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวกับการจัดการหรือตกแต่งรูปภาพ
8. CAI ( Computer-Assisted Instruction)เป็นซอฟต์แวที่ใช้เกี่ยวกับการศึกษาในการเพิ่มประสิทธิภาพการสอนและการรับรู้ของผู้เรียน
9. Web Page Authoringเป็นซอฟต์แวร์ที่ช่วยในการสร้างหน้าเว็บ
10. ซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวกับการสื่อสารข้อมูล เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นในระบบเครือข่าย

ซอฟต์แวร์ประยุกต์สามารถใช้งานได้หลายรูปแบบ ดังนี้
- ซอฟต์แวร์สำเร็จรูป เป็นซอฟแวร์ที่พัฒนาโดยบริษัทผลิตซอฟแวโดยคลอบคลุมการใช้งานทั่วๆไปไม่เฉพาะเจาะจงต่อผู้ใช้ ได้แก่ Word Processing ผู้ใช้ประยุกต์ใช้กับงานได้เลย
- ซอฟแวร์ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้งานเฉพาะด้าน ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ ได้แก่ โปรแกรมระบบเงินเดือน
- แชร์แวร์ เป็นซอฟแวร์ที่มีลิขสิทธิ์ มีความสามารถครบถ้วน- ฟรีแวร์ เป็นซอฟแวที่มีลิขสิทธิ์ ที่แจกจ่ายให้ใช้งานได้ แต่ไม่อนุญาตให้นำซอฟแวร์นี้ไปใช้ในเชิงการค้าได้
- ซอฟต์แวร์สาธารณะ เป็นซอฟแวร์ที่แจกจ่ายให้ใช้งานได้ โดยไม่มีค้าใช้จ่าย และไม่มีข้อจำกัดในการใช้งานในปัจจุบัน แชร์แวร์ ฟรีแวร์ และซอฟแวร์สาธารณะ สามารถหามาใช้งานได้จากเวบไซด์ต่าง ๆ




https://www.youtube.com/watch?v=aY4PW0hT5yE




บทที่ 3 ซอฟต์แวร์ระบบ




ซอฟต์แวร์ => โปรแกรมคำสั่งที่สั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน


        ประเภทของซอฟต์แวร์ มี 2 ประเภท คือ

1.ซอฟต์แวร์ระบบ => โปรแกรมหรือชุดคำสั่งที่เขียนเพื่อควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์
        ประเภทของซอฟต์แวร์ระบบ (System Software)
    - โปรแกรมระบบปฏิบัติการ (Operating System : OS)
หน้าที่หลักๆ ของโปรแกรมระบบปฏิบัติการ มีดังนี้
๐ การจองและการกำหนดการใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์
๐ การจัดตารางงาน (Scheduling)
๐ การติดตามผลของระบบ (Monitoring)
๐ การทำงานหลายโปรแกรมพร้อมกัน (Multiprogramming)
๐ การจัดแบ่งเวลา (Time Sharing)
๐ การประมวลผลหลายชุดคำสั่งพร้อมกัน (Multiprocessing)
    - โปรแกรมภาษา (Language Software) แบ่งออกเป็น 3 แบบ คือ
๐ ภาษาเครื่อง (Machine Language) เป็นภาษาเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยมีโครงสร้างและพื้นฐานเป็นเลขฐานสอง และตัวสติง (Strings) ซึ่งเครื่องสามารถเข้าใจและพร้อมที่จะทำงานตามคำสั่งได้ในทันที
๐ ภาษาใช้สัญลักษณ์ (Symbolic Language) จะใกล้เคียงกับภาษาเครื่องมากคือ ประกอบด้วย 2 ส่วน Op-Code และ Operands
๐ ภาษาระดับสูง (High-Level Language) ประกอบด้วยความเจริญทางด้านซอฟต์แวร์มีมากขึ้น
    - โปรแกรมยูทิลิตี้ (Utility Software) เป็นโปรแกรมที่ให้บริการต่างๆ เช่น การจัดเรียงข้อมูลตามหลักใดหลักหนึ่ง (Sort) เป็นต้น

2. ซอฟต์แวร์ประยุกต์ => โปรแกรมเพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานเฉพาะอย่างมี 2 ประเภท คือ




    - ซอฟต์แวร์สำหรับงานทั่วไปหรือซอฟต์แวร์สำเร็จรูป => โปรแกรมที่เขียนขึ้นเพื่อใช้งานในด้านใดด้านหนึ่ง เช่น งานการพิมพ์ งานวาดภาพ เป็นต้น

    - ซอฟต์แวร์สำหรับงานเฉพาะด้าน => เป็นโปรแกรมที่ผลิตขึ้นมาเพื่อทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง และไม่สามารถทำงานอื่นได้ เช่น โปรแกรมระบบบัญชี เป็นต้น




https://www.youtube.com/watch?v=zHpKxBgAwMg


บทที่ 2 ระบบคอมพิวเตอร์ 


(Computer System)

     Computer => อุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มนุษย์ใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการกับข้อมูล ทั้งตัวเลขและตัวอักษร โดยปฏิบัติงานภายใต้การควบคุมของชุดคำสั่งที่อยู่ในหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์เอง เพื่อทำการคำนวณและแสดงผลออกทางอุปกรณ์แสดงผล โดยที่ผลลัพธ์เหล่านี้จัดว่าเป็นข้อมูลที่ผ่านการประมวลและเรียบเรียงแล้วจะเรียกว่า สารสนเทศ

     ประเภทของคอมพิวเตอร์ แบ่งออกได้ 2 แบบ คือ
          1.แบ่งตามลักษณะของข้อมูล ได้ 3 ประเภท คือ

-อนาล็อกคอมพิวเตอร์ => มีการทำงานโดยใช้หลักการวัด
-ดิจิทัลคอมพิวเตอร์ (Digital Computer)
 => ใช้หลักในการคำนวณแบบลูกคิดหรือหลักการนับ
-ไฮบริดคอมพิวเตอร์ (Hybrid Computer) 
=> เป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้กับงานเฉพาะด้านมีประสิทธิภาพสูงและสามารถทำงานซับซ้อนได้

          2.แบ่งตามสมรรถนะ ขนาด และราคา ได้ 5 ประเภท คือ
-ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ (Super Computer) เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดรุ่นแรกสร้างในปี ค.ศ.1960
-เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe Computer) เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ มีความเร็วในการประมวลผลสูงรองลงมาจากซุปเปอร์คอมพิวเตอร์
-มินิคอมพิวเตอร์ (Mini Computer) เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดกลางที่มีประสิทธิภาพในการทำงานน้อยกว่าเมนเฟรมแต่สูงกว่าไมโครคอมพิวเตอร์
-เวิร์คสเตชันคอมพิวเตอร์ (Workstation Computer) เป็นคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะที่สนับสนุนการทำงานของคอมพิวเตอร์เครือข่าย
-ไมโครคอมพิวเตอร์ (Micro Computer) เป็นคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก ราคาถูก สามารถเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer : PC)”

          เราสามารถแบ่งคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลได้ดังนี้
๐ คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ (Desktop Computer) เป็นคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่มีรูปแบบพื้นฐาน
๐ โน๊ตบุ๊คคอมพิวเตอร์ (Notebook Computer) มีขนาดเล็กมีน้ำหนักประมาณ 24 กิโลกรัม
๐ คอมพิวเตอร์แทปเลท (Tablet Computer) มีลักษณะคล้ายโน๊ตบุ๊ค ต่างกันที่ป้อนข้อมูลได้ทางจอ
๐ คอมพิวเตอร์พกพา (Handheld Computer) มีขนาดเท่าฝามือ

          วงจรการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์จะสามารถทำงานได้ต้องประกอบด้วย 4 ขั้นตอนด้วยกัน คือ ส่วนรับข้อมูลและคำสั่ง , ส่วนประมวลผล , ส่วนที่ใช้แสดงผลลัพธ์จากการประมวลผล และส่วนในการจัดเก็บบันทึกข้อมูลหรือเรียกย่อๆ ว่า “IPOS Cycle (Input Process Output Storage Cycle)” ซึ่งเรียกรวมกันว่า วงจรการทำงานของคอมพิวเตอร์




รูปแสดงวงจรการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์


          คุณสมบัติของคอมพิวเตอร์





               โดยรวมเรียกลักษณะเด่นทั้ง 4 รวมๆ กันว่า 4S Special ของเครื่องคอมพิวเตอร์
1.ลักษณะเด่นของคอมพิวเตอร์ด้านความจำ (Storage)
2.ลักษณะเด่นของคอมพิวเตอร์ด้านความเร็ว (Speed)
ความเร็วในการประมวลผลข้อมูลจะถูกกำหนดโดยหน่วยประมวลผล (Processor) ใน CPU โดยมีความเร็วมากกว่าล้านคำสั่งต่อวินาที อย่างไรก็ตามหน่วยนับที่ใช้กันในระบบคอมพิวเตอร์ได้กำหนดไว้ดังนี้

หน่วยในพันของวินาที          =    1/103      เรียกว่า Millisecond
หน่วยในล้านของวินาที        =     1/106      เรียกว่า Microsecond
หน่วยในพันล้านของวินาที   =    1/109      เรียกว่า Nanosecond
หน่วยในล้านล้านของวินาที  =    1/1012    เรียกว่า Picosecond

3. ลักษณะเด่นของคอมพิวเตอร์ด้านการปฏิบัติงานอัตโนมัติ (Self)
4. ลักษณะเด่นของคอมพิวเตอร์ด้านความเชื่อถือ (Sure)
        
  ข้อควรจำของคอมพิวเตอร์



1.การวางระบบคอมพิวเตอร์ต้องใช้เวลานานมาก การที่หน่วยงานใดตัดสินใจนำคอมพิวเตอร์มาใช้งานต้องวางแผนระบบงานเสียก่อน ว่าจะนำคอมพิวเตอร์มาช่วยในการทำงานในด้านใด แล้วยังจะต้องมีการเขียนโปรแกรมคำสั่งเพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามที่ได้ออกแบบไว้
2.การรบกวนระบบงานปกติ เมื่อคอมพิวเตอร์เข้ามาในหน่วยงานที่ไม่เคยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์มาก่อน แน่นอนว่า ต้องมีการเปลี่ยนแปลงระบบงานเดิม
3.การทำงานขึ้นอยู่กับมนุษย์ คอมพิวเตอร์เป็นได้แค่เครื่องมือช่วยในการทำงาน ทั้งนี้เพราะเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง และทำงานได้เมื่อได้รับคำสั่งจากมนุษย์เท่านั้น ไม่ว่างานที่สั่งให้ทำจะถูกหรือผิด เครื่องคอมพิวเตอร์ไม่รู้จักคิดหรือปรับปรุงวิธีการทำงานให้ดีขึ้น




 https://www.youtube.com/watch?v=Fgjf2AKNTk4


สรุป บทที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และระบบสารสนเทศ 





(Information Technology : IT)


      เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือสำคัญของการทำงานทุกด้าน นับตั้งแต่ ด้านการศึกษา ด้านพานิชยกรรม ด้านเกษตรกรรม ด้านอุตสาหกรรม ด้านสาธารณสุข ด้านการวิจัยและพัฒนา ตลอดจนด้านการเมืองและราชการ เทคโนโลยีสารสนเทศเข้าไปช่วยในการทำงานนั้นๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

     ความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมี 5 ประการ ดังนี้
1. การสื่อสารถือเป็นสิ่งจำเป็นในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ
2. เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารประกอบด้วยผลิตภัณฑ์หลักที่มากกว่าโทรศัพย์และคอมพิวเตอร์
3. มีผลให้การใช้งานด้านต่างๆ มีราคาถูกลง
4. เครือข่ายสื่อสารได้รับประโยชน์จากเครือข่ายภายนอก
5. เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทำให้ฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์และต้นทุนการใช้ ICT มีราคาถูกลงมาก

     ข้อมูล (data) => กลุ่มตัวอักษรอักขระที่เมื่อนำมารวมกันแล้วมีความหมายอย่างใดอย่างหนึ่งและสำคัญควรค่าแก่การจัดเก็บเพื่อนำไปใช้ในโอกาศต่างๆ ข้อมูลมักเป็นข้อความที่อธิบายถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อาจเป็นตัวอักษร ตัวเลข หรือสัญลักษณ์ใดๆ ที่สามารถนำไปประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์

    สารสนเทศ => ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ต่างๆ ที่ได้รับการสรุป คำนวณ จัดเรียงหรือประมวลแล้วจากข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบตามหลักวิชาการจนได้เป็นความรู้เพื่อนำมาเผยแพร่และใช้ประโยชน์ในงานด้านต่างๆ

     ข้อมูลและสารสนเทศนับว่าเป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้บริหารงานด้านต่างๆ มากมาย อาทิเช่น
- ด้านการวางแผน
- ด้านการตัดสินใจ
- ด้านการดำเนินงาน

     องค์ประกอบของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ มีดังต่อไปนี้ 
          1.เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถจดจำข้อมูลต่างๆ และปฏิบัติตามคำสั่งที่บอกเพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง ในคอมพิวเตอร์นั้นประกอบด้วยอุปกรณ์ต่างๆ ต่อเชื่อมกันเรียกว่า Hardware และอุปกรณ์ Hardware นี้จะต้องทำงานร่วมกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือเรียกว่า Software Hardware
- อุปกรณ์รับข้อมูล (Input)
- อุปกรณ์ส่งข้อมูล (Output)
- หน่วยประมวลผลกลาง
- หน่วยความจำหลัก
- หน่วยความจำรอง

        Software
- ซอฟต์แวร์ระบบ
- ซอฟต์แวร์ประยุกต์

     ซอฟต์แวร์ระบบ => มีหน้าที่ควบคุมระบบต่างๆ ภายในคอมพิวเตอร์ และเป็นตัวกลางระหว่างผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์หรือ Hardware
     ซอฟต์แวร์ประยุกต์ => เป็นโปรแกรมที่เขียนขึ้นเพื่อทำงานเฉพาะด้านตามความต้องการของผู้ใช้งาน




แผนภาพแสดงกระบวนการจัดการระบบสารสนเทศ

          2. เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม
เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมใช้ในการติดต่อสื่อสาร รับ/ส่ง ข้อมูลจากที่ไกลๆ เป็นการส่งของข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์หรือเครื่องมือที่อยู่ห่างไกลกัน ซึ่งจะช่วยให้การเผยแพร่ข้อมูลหรือสารสนเทศไปยังผู้ใช้ในแหล่งต่างๆ เป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว ถูกต้อง ครบถ้วน และทันการณ์ ซึ่งรูปแบบของข้อมูลที่ รับ/ส่ง อาจเป็นตัวเลข (Numeric Data) , ตัวอักษร (Text) , ภาพ (Image) และเสียง (Voice)




แผนภาพแสดงกลไกหลักของการสื่อสารโทรคมนาคม


       นอกจากนี้เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถจำแนกตามลักษณะการใช้งานได้เป็น 6 รูปแบบ ดังต่อไปนี้ คือ
1. เทคโนโลยีที่ใช้ในการเก็บข้อมูล เช่น ดาวเทียมถ่ายภาพทางอากาศ
2. เทคโนโลยีที่ใช้ในการบันทึกข้อมูล เช่น จานแม่เหล็ก
3. เทคโนโลยีที่ใช้ในการประมวลผลข้อมูลทั้ง Hardware และ Software
4. เทคโนโลยีที่ใช้ในการแสดงผลข้อมูล เช่น เครื่องพิมพ์
5. เทคโนโลยีที่ใช้ในการจัดทำสำเนาเอกสาร เช่น เครื่องถ่ายเอกสาร
6. เทคโนโลยีที่ใช้ในการถ่ายทอดหรือสื่อสารข้อมูล ได้แก่ ระบบโทรคมนาคม

       ความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ
- ทำให้สังคมเปลี่ยนจากสังคมอุตสาหกรรมเป็นสังคมสารสนเทศ
- ทำให้ระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนจากระบบแห่งชาติไปเป็นเศรษฐกิจโลก
- ทำให้องค์กรมีลักษณะผูกพัน มีการบังคับบัญชาแบบแนวราบมากขึ้น
- เป็นเทคโนโลยีแบบสุนทรียสัมผัสและสามารถตอบสนองความต้องการการใช้ เทคโนโลยีในรูปแบบใหม่ที่เลือกได้เอง
- ทำให้เกิดสภาพทางการทำงานแบบทุกสถานที่และทุกเวลา
- ก่อให้เกิดการวางแผน การดำเนินการระยะยาวขึ้น
สรุป เทคโนโลยีสารสนเทศมีความสำคัญในทุกวงการ มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโลก ด้านความเป็นอยู่สังคม เศรษฐกิจ ตลอดจนการวิจัยและการพัฒนาด้านต่างๆ

     ปัจจัยที่ทำให้เกิดความล้มเหลวในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้
          จากงานวิจัยของ Whittaker พบว่าปัจจัยของความล้มเหลวหรือความผิดพลาดที่เกิดจากการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในองค์กร มีสาเหตุหลัก 3 ประการ ได้แก่
1. การขาดการวางแผนที่ดีพอ
2. การนำเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมมาใช้งาน
3. การขาดการจัดการหรือสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง

     สำหรับสาเหตุอื่นๆ ที่พบ เช่น ใช้เวลาในการดำเนินการมากเกินไป (Schedule Overruns) และระยะเวลาของการพัฒนาหรือนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้จนเสร็จสมบูรณ์ใช้เวลาน้อยกว่า 1 ปี
     นอกจากนี้ ปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ไม่ประสบความสำเร็จในด้านผู้ใช้งานนั้น อาจสรุปได้ดังนี้ คือ
1.ความกลัวการเปลี่ยนแปลง
2.การไม่ติดตามข่าวสารความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างสม่ำเสมอ

3. โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศกระจายไม่ทั่วถึงทำให้ขาดความเสมอภาคในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ


https://www.youtube.com/watch?v=SvOBt1inXmk